1
เคร้าช์ 7'
1
ชอว์ครอสส์ (OG) 39'
วันพฤหัสบดี   02 ก.พ. 2017 03:00

เชมุส โคลแมน เริ่มจะติดใจกับการสร้างเสียงเฮในบ้านของสโต๊ค เมื่อฤดูกาลก่อน เขายิงในเกมที่บุกมาชนะที่บริทานเนีย 3-0 พร้อมกับฉลองการเป็นพ่อคนเป็นครั้งแรกด้วยท่าทางที่ยินดีปรีดา

ในการลงเล่นพรีเมียร์ลีกนัดที่ 200 นี้ เขายังได้ฝากเรื่องราวอีกบทนึงเอาไว้เมื่อเอฟเวอร์ตันฮึดกลับมาคว้า 1 คะแนนอันมีค่าซึ่งแม้จะเกิดข้อกังขาอยู่บ้างในทีแรกก็ตาม

ปีเตอร์ เคร้าช์ ยิงให้ทีมของ มาร์ค ฮิวส์ ออกนำเร็วด้วยการแปเข้าไปจ่อๆหลังจากแผงหลังเอฟเวอร์ตันเกิดเสียตำแหน่งกัน แต่เอฟเวอร์ตันก็ไม่เสียขวัญเมื่อต้องเจอบรรยากาศอันดุเดือดในบ้านของทีมช่างปั้นหม้อพร้อมกับพาตัวเองกลับมาสู่เกมด้วยลูกยิงจากริมกรอบของโคลแมนที่ไปแฉลบ ไรอัน ชอว์ครอสส์ เปลี่ยนทางหนีมือ ลี แกรนท์ เป็นประตู ซึ่งภายหลังมีการตัดสินให้เป็นการทำเข้าประตูตัวเองของปราการหลังสโต๊ค

มีข้อถกเถียงขึ้นหลังบอลตุงตาข่ายเมื่อผู้ช่วยผู้ตัดสินยกธงให้เป็นการล้ำหน้าของ โรเมลู ลูกากู ไปก่อน แต่สุดท้ายก็มีการเปลี่ยนคำตัดสินใหม่อย่างที่ถูกที่ควร แต่ในสถานการณ์แบบนี้ก็ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ดีต่อฟอร์มของเอฟเวอร์ตันด้วยเมื่อพวกเขากำลังรักษาโมเมนตัมเอาไว้ขณะฤดูกาลมาถึงช่วงเปิดตลาดนักเตะรอบสอง

ทั้งสองทีมกำลังมีผลงานที่ดี ก่อนที่ทั้งคู่จะมาเจอกันที่เบท 365 สเตเดี้ยม 9 นัดก่อนหน้านี้ สโต๊คชนะในบ้าน 4 และเสมอ 4 ขณะที่เอฟเวอร์ตันท็อปฟอร์มในลีกโดยการเก็บไป 13 แต้มจาก 5 เกมก่อนหน้า “เรารู้ว่าสนามนี้ยากต่อการมาเยือนเสมอ” โรนัลด์ คูมัน ให้สัมภาษณ์ก่อนเกม “สโต๊คมีทีมที่ดี แต่เราเองก็แข็งแกร่ง แน่นอนว่ามันยากเสมอหลังพักไป 10 วันแต่ผมเชื่อว่าทีมพร้อมและเราต้องพิสูจน์ให้เห็นพร้อมกับเตรียมรับมือกับคืนที่หนักหนา”

สโต๊คได้เตะมุมช่วงต้นเกมซึ่งไม่มีอะไรหวาดเสียวเมื่อ ชาร์ลี อดัม โยนแรงเกินไปแต่ก็เป็นการเน้นย้ำถึงความยากในการดวลกับสโต๊คที่กำลังใช้ลูกถนัดของตัวเอง เอฟเวอร์ตันมีปัญหากับการพาบอลออกจากแดนตัวเองรวมทั้งยังตั้งเกมไม่ได้ในช่วงแรก จากนั้นพวกเขามาพังจากลูกโยนยาวไปให้ มาร์โก อาร์เนาโตวิช ที่หลุดมาทางซ้ายโล่งๆแล้วได้กระชากเข้าเขตโทษ เจ้าตัวตบเข้ากลางอย่างใจเย็นไปให้กับเคร้าช์ได้กดเป็นประตูในนาทีที่ 7 จนปัญญาสำหรับ โจเอล โรเบลส โดยประตูที่ 100 ในพรีเมียร์ลีกของเขาลูกนี้ก็อาจเป็นหนึ่งในประตูที่ง่ายที่สุดของตัวเองไปด้วยเมื่อไม่มีกองหลังเอฟเวอร์ตันเข้ามากดดันเลย

ทอม เดวี่ส์ เจ้าของลีลาการพาบอลที่สะท้อนถึงจังหวะที่ทำเอา ยาย่า ตูเร่ และ กาแอล กลิชี่ ถูกเลี้ยงหลบเสียคนเมื่อเขาเป็นคนยิงประตูแมนเชสเตอร์ ซิตี้ จ่ายย้อนหลังได้เยี่ยมไปเข้าทางโคลแมนที่เข้าไม่ถึงบอลขณะสปีดเข้ากรอบโทษอย่างน่าเสียดาย ลูกากูได้ลองยิงไกลแต่ลูกยิงของเขาก็บดออกไปไม่ตรงกรอบก่อนที่การโยนยาวอีกครั้งจากสโต๊คจะลอยไปเข้าหัวเคร้าช์ที่เสาไกลแต่โรเบลสก็ยังเซฟไว้ได้สบาย กลายเป็นคืนอันหนักหนาอย่างที่กุนซือเอฟเวอร์ตันได้คาดการณ์เอาไว้ว่าทีมของตนจะไม่ได้มาเคี้ยวหมู

เมื่อได้เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าบ้าน สโต๊คก็เดินหน้าบุกต่อไปอย่างดุดัน อดัมทำเร็วจังหวะเก็บตก เป็นอาร์เนาโตวิชได้โหม่งชงให้เคร้าช์คนเดิมได้วอลเล่ย์ด้วยขวาบอลถากเสาไปนิดเดียว สโต๊คดาหน้าบุกใส่ในขณะที่ท็อฟฟี่เริ่มแตกขบวน การโจมตีใส่แดนของสโต๊คไป 2-3 หนนั้นยังต้องทำให้ดีกว่านี้เมื่อ เควิน มิรัลลาส รับบอลจากลูกโยนของ เลห์ตัน เบนส์ แล้วแข้งเบลเยี่ยมก็ซัดข้ามคานไป จากนั้นมิรัลลาสเป็นคนไหลให้ เชมุส โคลแมน ได้ยิงบ้างแต่ก็เหินออกไปเช่นกัน

จากนั้นเป็นฝ่ายสโต๊คที่ต้องแยกเขี้ยวด้วยความเสียดายอีกครั้งเมื่ออดัมโยนบอลเข้ากรอบเขตโทษไปถึงอาร์เนาโตวิชแต่โรเบลสก็พุ่งออกมาจากเส้นปิดมุมก่อนจะป้องกันลูกยิงของดาวเตะออสเตรียไว้ได้ การเซฟดังกล่าวถือเป็นจังหวะสำคัญที่สุดในครึ่งแรก ขณะที่ มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน ก็สามารถโชว์ฟอร์มอย่างมั่นใจในแผงมิดฟิลด์กับการลงเล่นตัวจริงเป็นเกมแรกของเขานับตั้งแต่ย้ายมาร่วมทีมเอฟเวอร์ตันจากแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และเดอะบลูส์ก็เริ่มที่จะครองเกมไว้ได้

ถัดมาเป็นมิรัลลาสจ่ายบอลออกด้านกว้างให้โคลแมนที่ริมเขตโทษของสโต๊ค แบ็คชาวไอริชแตะบอลเข้าในหนี เอริค ปีเตอร์ส ก่อนจะยิงด้วยเท้าซ้าย บอลไปแฉลบชอว์ครอสส์กัปตันทีมเดอะพ็อตเตอร์สเข้าประตู ทีแรกผู้ช่วยผู้ตัดสินให้สัญญาณธงว่าล้ำหน้าโดยชี้ว่าตำแหน่งของ โรเมลู ลูกากู อยู่เหลื่อมกับกองหลังคนสุดท้ายของสโต๊คและเป็นคนสุดท้ายที่แตะบอลเข้าประตู ทว่าหลังจากการใช้เวลาวินิจฉัยอยู่พอสมควร ผู้ตัดสิน เคร็ก พอว์สัน สรุปว่าเป็นประตูตีเสมอของเอฟเวอร์ตันในนาทีที่ 39 ท้ายที่สุด

สโต๊คเกือบจะทำประตูขึ้นนำได้อีกครั้งเมื่อเวลาในครึ่งแรกเหลืออีกเพียงไม่กี่วินาที แต่เป็นอีกครั้งที่โรเบลสช่วยกู้สถานการณ์เอาไว้ เมื่อนายทวารสแปนิชพุ่งออกมาคว้าบอลจากเท้าของอาร์เนาโตวิชที่ได้บอลจากลูกจ่ายตอกส้นของเคร้าช์ที่หลอกแผงหลังเอฟเวอร์ตันจนหลง ทีมเยือนสมควรที่จะจบครึ่งแรกด้วยสกอร์ที่เท่ากับเจ้าบ้าน แต่ต้องให้เครดิตโรเบลสเป็นอย่างยิ่งที่ปฎิเสธโอกาสของอาร์เนาโตวิชในช่วงท้ายครึ่งแรกจึงทำให้เกมยังเท่ากันอยู่

นายทวารเดอะบลูส์ยังคงต้องตื่นตัวอยู่เสมอในครึ่งหลัง อดัมสบโอกาสยิงไกลจากครึ่งสนามเมื่อเห็นโรเบลสอยู่ห่างจากเส้นประตู แต่เขาก็ยังวิ่งถอยหลังกลับมาปัดบอลพ้นจากอันตรายไว้ได้

เจมส์ แม็คคาร์ธี่ย์ ได้ลงสนามแทนที่ เมสัน โฮลเกต ในครึ่งหลังและปรับรูปแบบการเล่นเป็นกองหลัง 4 คน อดัมได้ทดสอบโรเบลสอีกครั้งด้วยลูกฟรีคิกที่ทำให้เขาต้องปัดบอลออกไป จังหวะลูกเตะมุมต่อเนื่องก็เป็นเคร้าช์ที่ได้โหม่งบริเวณเสาใกล้แต่บอลไม่ตรงกรอบ

อเดโมลา ลุคแมน ลงมาแทนที่มิรัลลาสในนาทีที่ 69 เพียงไม่กี่วินาทีที่อยู่ในสนามลุคแมนก็ได้สับไกยิงยัดเสาใกล้จากจังหวะตอกส้นของเดวี่ส์ที่ด้านซ้ายของเขตโทษ ทำให้แกรนท์ต้องปัดบอลออกหลัง

ทั้งสองทีมต่างได้โอกาสใกล้เคียงที่จะเป็นประตูที่สุดในช่วงท้ายเกม ไซโด เบราฮิโน่ ถูกส่งลงมาประเดิมสนามให้เจ้าบ้าน เบราฮิโน่ได้ยกบอลข้ามหัวโรเบลสไปแล้วแต่ฟูเนส โมรี ก็ตามไปเคลียร์บอลออกหลังได้ทัน

และเมื่อลูกครอสของโคลแมนเข้าหัวของเดวี่ส์ที่พุ่งเข้ามาโขกเต็มแรง ดาวเตะวัยกระเตาะแทบได้เฮหลังบอลออกจากหัว ทว่าแกรนท์ก็ยังสามารถปัดบอลออกมาได้ ตามด้วยการตามซ้ำของลุคแมนที่ยิงเลียดแต่บอลก็หลุดกรอบออกไป

การแบ่งแต้มกันไปในเกมนี้นับเป็นผลการแข่งขันที่ยุติธรรมสำหรับทั้งสองทีม ขณะที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมอันดับ 6 ก็เสมอกับฮัลล์ ซิตี้เช่นกัน การขับเคี่ยวแย่งพื้นที่ไปฟุตบอลยุโรปยังคงเข้มข้นโดยเกมถัดไปของท็อฟฟี่จะเปิดบ้านกูดิสัน พาร์ค ต้อนรับการมาเยือนของบอร์นมัธในวันเสาร์นี้

 

สโต๊ค ซิตี้

ลี แกรนท์

ฟิล บาร์ดสลี่ย์

ไรอัน ชอว์ครอสส์ (กัปตันทีม)

เอริค ปีเตอร์ส

บรูโน่ มาร์ตินส์ อินดี้

เกล็นน์ วีแลน

ชาร์ลี อดัม

อิบราฮิม อเฟลลาย

โจ อัลเลน (ไซโด เบราฮิโน่ นาทีที่ 67)

มาร์โก อาร์เนาโตวิช (จูเลี่ยน เอ็นกอย นาทีที่ 89)

ปีเตอร์ เคร้าช์

 

ตัวสำรอง

เชย์ กิฟเว่น

ทอม เอ็ดเวิร์ดส์

มาร์ค มูเนียซ่า

จานเนลลี่ อิมบูล่า

จูเลี่ยน เอ็นกอย (มาร์โก อาร์เนาโตวิช นาทีที่ 89)

ไซโด เบราฮิโน่ (โจ อัลเลน นาทีที่ 67)

วิลเฟรด โบนี่

 

เอฟเวอร์ตัน

โจเอล โรเบลส

เชมุส โคลแมน

เมสัน โฮลเกต (เจมส์ แม็คคารธี่ย์ นาทีที่ 46)

แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์

รามิโร่ ฟูเนส โมรี

เลห์ตัน เบนส์ (กัปตันทีม)

ทอม เดวี่ส์

มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน

รอสส์ บาร์คลี่ย์

เควิน มิรัลลาส (อเดโมลา ลุคแมน นาทีที่ 69)

โรเมลู ลูกากู

 

ตัวสำรอง

มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก

ฟิล จาเกียลก้า

เจมส์ แม็คคารธี่ย์ (เมสัน โฮลเกต นาทีที่ 46)

แกเร็ธ แบร์รี่

อารอน เลนน่อน

อเดโมลา ลุคแมน (เควิน มิรัลลาส นาทีที่ 69)

เอนเนอร์ วาเลนเซีย