วันเสาร์   21 ม.ค. 2017 22:00

รางวัลแห่งความอดทนถูกมอบให้แก่เอฟเวอร์ตันหลัง เชมุส โคลแมน ซัดประตูท้ายเกมให้เดอะบลูส์บุกไปคว้าสามแต้มจากคริสตัล พาเลซ ได้สำเร็จ

เวย์น เฮนเนสซี่ย์ โชว์ฟอร์มเป็นฮีโร่ของปราสาทเรือนแก้วมาเกือบทั้งเกม โดยปฏิเสธลูกยิงของ เควิน มิรัลลาส, รอสส์ บาร์คลี่ย์ และ รามิโร่ ฟูเนส โมรี ในครึ่งแรก

ครึ่งหลังก็เป็นทีมเยือนที่ครองเกมได้เป็นส่วนใหญ่ แต่พาเลซก็ไม่เปิดโอกาสให้ได้ส่องจะแจ้งเท่าใดนัก

แต่เมื่อ ทอม เดวี่ส์ ผ่านบอลเข้าเขตโทษให้โคลแมน แบ็คชาวไอริชก็ยิงด้วยขวาเต็มแรงพุ่งเสียบเพดานตาข่ายเข้าไปเป็นประตูโทนในเกมนี้

ผู้จัดการทีม โรนัลด์ คูมัน ยืนยันว่าการที่เขาไม่เปลี่ยนแปลงผู้เล่นจากเกมที่แล้วซึ่งชนะแมนเชสเตอร์ ซิตี้ 4-0 นั้นไม่ใช่การตัดสินใจแบบฉับพลันแต่อย่างใด “เรามีนักเตะใหม่เข้ามาอย่างมอร์แกน (ชไนเดอร์ลิน) และ อเดโมลา (ลุคแมน) อีกทั้งตอนต้นซีซั่นเราก็มีมาร์เทน (สเตเคเลนเบิร์ก) เป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่ง แต่ผมมองว่านักเตะทุกคนที่ออกสตาร์ทเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนั้นสมควรที่จะได้เป็นตัวจริงในเกมวันนี้”

เควิน มิรัลลาส ได้ออกมาเตือนเพื่อนร่วมทีมให้ระวังลูกครอสที่มุ่งเป้าเข้าหา คริสเตียน เบนเตเก้ ซึ่งจะเป็นอาวุธที่ใช้โจมตีท็อฟฟี่สีน้ำเงิน และเบนเตเก้ก็เกือบแผลงฤทธิ์ตั้งแต่ต้นเกมเมื่อได้โหม่งลูกเปิดของ เจมส์ แม็คอาร์เธอร์ ไปชนคานในนาทีที่ 8 ผลจากเกมที่แอนฟิลด์ซึ่งสวอนซีบุกไปเอาชนะลิเวอร์พูลได้นั้นทำให้พาเลซต้องร่วงลงไปอยู่ในอันดับที่ 18 ทางเจ้าบ้านจึงแสดงถึงความมุ่งมั่นที่จะคว้าชัยชนะนัดแรกในพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต่ได้ผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง แซม อัลลาไดซ์ เข้ามาคุมทีม

ลูกยิงของบาร์คลี่ย์ จากนอกกรอบเขตโทษติดบล็อคของ สกอตต์ แดน กัปตันทีมพาเลซออกเป็นลูกเตะมุม รอสส์มีโอกาสยิงอีกครั้งไม่กี่นาทีถัดมาคราวนี้เข้ามือของ เวย์น เฮนเนสซี่ย์ ที่เซฟได้อย่างมหัศจรรย์เช่นเดียวกับการเซฟลูกยิงของ โรเมลู ลูกากู จากการครอสของ เลห์ตัน เบนส์

จังหวะถัดมามิรัลลาสสามารถเอาบอลลงได้ในกรอบเขตโทษก่อนหมุนตัวหวดเต็มเท้า แต่นายทวารเจ้าบ้านยังคงทำได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อปัดบอลทิ้งออกไปได้

นับว่าเป็นการเริ่มต้นเกมอันยอดเยี่ยมของเอฟเวอร์ตัน ด้วยการจ่ายบอลที่อย่างมั่นใจของทั้งเบนส์และ แกเร็ธ แบร์รี่ รวมไปถึงการวิ่งหาพื้นที่อันยอดเยี่ยมของเดวี่ส์ นอกจากนี้ผู้เล่นในแนวรุกทั้งบาร์คลี่ย์, มิรัลลาส และลูกากูก็ดูจะมีความอันตรายในแดนหน้าอย่างเห็นได้ชัด

เอฟเวอร์ตันเล่นอย่างไร้ความกังวลและเกือบที่จะได้ประตูขึ้นนำเมื่อบาร์คลี่ย์กระชากบอลขึ้นมาก่อนจ่ายให้กับลูกากู บอลไปถึงโคลแมนที่วิ่งเติมขึ้นมา ลูกเปิดของแบ็คจอมเก๋าแฉลบแนวรับของพาเลซแต่ยังไปถึงลูกากู แต่กองหน้าร่างยักษ์ยิงไปชนเสาและบอลกระเด็นไปเข้าทางบาร์คลี่์ย์ที่ซัดเต็มเท้าโล่งๆ บอลพุ่งสู่ก้นตาข่าย ทว่ากองกลางตัวรุกอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า

จากนั้นจังหวะเตะมุมของเดอะบลูส์ แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์ โหม่งชงไปติด ดาเมียน เดลานีย์ ก่อนบอลเข้าทางฟูเนส โมรี ที่ได้ยิงเต็มเท้า เป็นเฮนเนสซี่ย์ที่เซฟได้อย่างสุดยอดอีกครั้ง

โคลแมนพาทีมพ้นจากอันตรายได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อดักการแทงทะลุช่องของ โลอิก เรมี่ ที่หวังให้เบนเตเก้วิ่งผ่านช่องว่างมโหฬารในแนวรับของเดอะบลูส์ กัปตันทีมชาติไอร์แลนด์อ่านเกมได้อย่างชาญฉลาดก่อนจ่ายคืนหลังให้กับ โจเอล โรเบลส

นักเตะท็อฟฟี่ประสานงานกันได้อย่างยอดเยี่ยม สิ่งที่ขาดหายไปดูเหมือนว่าจะเป็นประตูเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เมื่อเริ่มครึ่งหลัง เอฟเวอร์ตันยังได้ลุ้นอีกครั้งเมื่อบอลยาวของเดวี่ส์ฉีกแนวรับของดิอีเกิ้ลส์ขาดวิ่น บอลไปถึงบาร์คลี่ย์ก่อนที่เขาจะตัดสินใจยิงเลียดจากมุมแคบ บอลผ่านมือเฮนเนสซี่ย์แต่ก็หลุดกรอบออกไปเช่นกัน

เจฟฟรี่ย์ ชลูปป์ กระชากเข้าแดนเอฟเวอร์ตันมาได้ดีจนบีบให้โคลแมนต้องยอมเสียเตะมุม แล้วลูกโขกของแดนน์จากจังหวะเตะมุมนั้นก็ถูกบล็อคเอาไว้ก่อนที่โคลแมนจะได้ลุยขึ้นหน้าแล้วสับไกระยะ 25 หลาซึ่งเฮนเนสซี่ย์ต้องตามมาตะครุบในจังหวะสอง จากนั้นเป็นโคลแมนคนเดิมได้โยนแบบหวังผลไปให้ลูกากูได้โหม่งแต่บอลข้ามคาน และแม้ว่าเอฟเวอร์ตันจะเล่นได้และครองเกมได้อย่างชัดเจนแต่สกอร์ก็ยังเสมอกัน ขณะที่ชไนเดอร์ลินได้ลงมาแทนแบร์รี่ก่อนเข้าสู่ชั่วโมงแรกเพียง 2 นาที

บาร์คลี่ย์ได้ลองส่องไกลบอลพุ่งตรงกรอบจนเฮนเนสซี่ย์ล้มตัวเซฟเอาไว้ ขณะที่เหลือ 20 นาที ลุคแมนก็ถูกส่งลงสนามแทนที่มิรัลลาสพร้อมกับที่ โจ เล็ดลีย์ ลงมาแทน โยฮัน กาบาย และภายในเวลาเพียงนาทีเดียว ลุคแมนก็ได้ชิ่งหนึ่ง-สองกับลูกากูที่นอกกรอบแต่ลูกยิงของเขาก็ยังถูกเฮนเนสซี่ย์ป้องกันเอาไว้

โคลแมนหาพื้นที่ได้อย่างสุดยอดจนได้เปิดเข้ากรอบ 18 หลาอีกครั้งซึ่งทางเบนส์ต้องเบียดแย่งกับแผงหลังของพาเลซที่ไม่ยอมปล่อยให้ได้ลุ้นง่ายๆ จากนั้นก็เป็นทีของโรเบลสได้พิสูจน์คุณค่าตัวเองบ้าง ลูกเปิดจากฟรีคิกฝั่งซ้ายของ เจสัน พันเชี่ยน ลอยไปเข้าหัวของแดนน์ซึ่งโหม่งเต็มๆแต่โรเบลสขยับตัวไปทางขวาแล้วปัดเอาไว้ได้อย่างไม่น่าเชื่อซึ่งถือเป็นจังหวะที่สำคัญมาก หากเฮนเนสซี่ย์เป็นคนช่วยให้ทีมของเขายังอยู่ในเกมต่อไปด้วยการเซฟนับครั้งไม่ถ้วน การป้องกันเมื่อถึงคราวจำเป็นของโรเบลสเองก็มีความหมายไม่น้อยไปกว่ากัน

เอฟเวอร์ตันมีเปอร์เซ็นต์ครองบอลเหนือกว่ามากอยู่ที่ 61 ต่อ 39 เปอร์เซนต์ และสุดท้ายพวกเขาก็โชว์ทีเด็ดปิดบัญชีออกมา เดวี่ส์ไหลให้โคลแมนได้ยิงบอลพุ่งโด่งหนีมือเฮนเนสซี่ย์เข้าไปตุงตาข่ายพร้อมกับตรงเข้าไปดีใจกับแฟนบอลฝั่งทีมเยือน

คริสตัล พาเลซ:
เวย์น เฮนเนสซี่ย์
โจเอล วอร์ด
สก็อตต์ แดนน์
ดาเมียน เดลานีย์
เจมส์ ทอมกิ้นส์
เจฟฟรี่ย์ ชลูปป์ (นาทีที่ 88 อันดรอส ทาวน์เซนด์)
โยฮัน กาบาย (นาทีที่ 72 โจ เล็ดลี่ย์)
เจมส์ แม็คอาร์เธอร์
เจสัน พันเชี่ยน
โลอิก เรมี่ (นาทีที่ 61 ลี ชุง ยอง)
คริสเตียน เบนเตเก้

สำรอง:
ชูเลี่ยน สเปโรนี่
มาร์ติน เคลลี่
ลี ชุง ยอง (นาทีที่ 61 โลอิก เรมี่)
โจ เล็ดลีย์ (นาทีที่ 72 โยฮัน กาบาย)
มาติเยอ ฟลามินี
อันดรอส ทาวน์เซนด์ (นาทีที่ 88 เจฟฟรี่ย์ ชลูปป์)
ซัลเลย์ ไคไค

เอฟเวอร์ตัน:
โจเอล โรเบลส
เลห์ตัน เบนส์
รามิโร่ ฟูเนส โมรี
แอชลี่ย์ วิลเลี่ยมส์
เมสัน โฮลเกต
เชมุส โคลแมน
แกเร็ธ แบร์รี่ (นาทีที่ 59 มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน)
ทอม เดวี่ส์
เควิน มิรัลลาส (นาทีที่ 72 อเดโมลา ลุคแมน)
รอสส์ บาร์คลี่ย์ (นาทีที่ 90 ฟิล จาเกียลก้า)
โรเมลู ลูกากู

สำรอง:
มาร์เทน สเตเคเลนเบิร์ก
มอร์แกน ชไนเดอร์ลิน (นาทีที่ 59 แกเร็ธ แบร์รี่)
ฟิล จาเกียลก้า (นาทีที่ 90 รอสส์ บาร์คลี่ย์)
เจมส์ แม็คคาร์ธี่ย์
เอนเนอร์ วาเลนเซีย
ไบรอัน โอเบียโด้
อเดโมลา ลุคแมน (นาทีที่ 72 เควิน มิรัลลาส)